แนวทางปฏิบัติ

1. กรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้า

  • ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • หลักฐานประกอบการร้องทุกข์ ได้แก่
    • ทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งนายทะเบียนรับรองความถูกต้องที่เป็นต้นฉบับมาแสดง (จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร)
    • หนังสือรับรองนิติบุคคลกรณีเจ้าของเครื่องหมายเป็นนิติบุคคล
    • หนังสือมอบอำนาจให้ตัวแทนมีอำนาจในการแจ้งความร้องทุกข์ กรณีเจ้าของเครื่องหมายเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลต่างประเทศ โดยหนังสือมอบอำนาจต้องเป็นต้นฉบับ ถ้าจะใช้สำเนาต้องมีการรับรองความถูกต้องแท้จริงโดยวิธีการตามกฎหมายของประเทศนั้น (ให้โนตารีพับลิค หรือแมจิสเตรทรับรอง) แล้วให้สถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่ง (ป.วิแพ่งม.47 ประกอบกับป.วิอาญา ม. 15)
    • กรณีเป็นเครื่องหมายการค้าที่จดเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร จะต้องนำทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นต้นฉบับมาแสดง
    • เอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศจะต้องแปลเป็นภาษาไทย และรับรองคำแปลถูกต้อง
    • ตัวอย่างสินค้าของจริง และตัวอย่างสินค้าของปลอม
    • หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) เช่น หลักฐานการโฆษณาสินค้า สำเนาใบเสร็จรับเงินจากการจำหน่ายสินค้าหลักฐานแสดงความแพร่หลายของสินค้า เป็นต้น

2. กรณีถูกละเมิดลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ในประเทศ

  • ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • หลักฐานประกอบการร้องทุกข์ ได้แก่
    • หลักฐานการสร้างสรรค์งาน หรือหลักฐานการได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยเจ้าของลิขสิทธิ์
    • เจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทนจะต้องนำหนังสือรับรองลิขสิทธิ์ หรือหนังสือรับรองสิทธิ์ไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน หากไม่มีหนังสือรับรองลิขสิทธิ์หรือหนังสือรับรองสิทธิให้นำหลักฐานการเผยแพร่หรือประกาศโฆษณางานอันมีลิขสิทธิ์นั้นไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน โดยลิขสิทธิ์ดังกล่าวยังไม่หมดอายุการคุ้มครอง
    • ตัวอย่างงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์และตัวอย่างงานที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ กรณีเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทนจะต้องนำภาพถ่ายหรือภาพจำลองวัตถุที่แสดงถึงพฤติการณ์แห่งการละเมิดไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน
    • ในกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์มิได้มาแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตัวเองจะต้องมีหนังสือมอบอำนาจทุกช่วงไม่ขาดสายให้แจ้งความร้องทุกข์แทนพร้อมด้วยหลักฐานการมอบอำนาจ คือบัตรประจำตัวของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจหรือหนังสือรับรองนิติบุคคล
    • สำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือรับรองนิติบุคคลพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง

ลิขสิทธิ์ต่างประเทศ

  • ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • หลักฐานประกอบการร้องทุกข์ ได้แก่
    • หลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและเงื่อนไขการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของต่างประเทศที่เป็นบ่อเกิดแห่งงาน เช่น ชื่อผู้สร้างสรรค์งาน การเผยแพร่โฆษณางาน การจดทะเบียนลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์นั้น ชื่อผู้แปลหรือจัดทำคำบรรยายเป็นภาษาไทย รวมทั้งเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องรับรองว่าได้สร้างสรรค์งานขึ้นเมื่อใด
    • หนังสือมอบอำนาจซึ่งบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ได้มอบอำนาจให้บุคคลหรือนิติบุคคลในประเทศไทยเป็นตัวแทน ซึ่งจะต้องรับรองความถูกต้องโดยวิธีการตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ แล้วให้สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่ง (มีโนตารีพับลิค หรือแมจิสเตรท รับรอง)
    • หนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล เช่น คำให้การของผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งให้การต่อหน้าโนตารีพลับลิค
    • หนังสือรับรองฐานะนิติบุคคลของผู้รับมอบอำนาจในประเทศไทย (ถ้ามีการตั้งนิติบุคคลเป็นตัวแทนในประเทศไทย)
    • หนังสือมอบอำนาจให้บุคคลร้องทุกข์แทน (ในกรณีที่มีการมอบอำนาจช่วง) พร้อมด้วยหลักฐานการมอบอำนาจ คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องหรือหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคล
    • อนุสัญญากรุงเบอร์น ค.ศ.1886 กรรมสารกรุงเบอร์นสิน ค.ศ.1908 พิธีสารเพิ่มเติมกรุงเบอร์น ค.ศ.1914 กรรมสารกรุงปารีส ค.ศ.1971 และเอกสารที่แสดงว่าเป็นบ่อเกิดแห่งงานซึ่งถูกละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมพร้อมคำแปลภาษาไทย
    • ตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ของประเทศที่เป็นบ่อเกิดแห่งงานพร้อมคำแปลภาษาไทย
    • เอกสารซึ่งมาจากต่างประเทศจะต้องเป็นต้นฉบับ ถ้าจะใช้สำเนาจะต้องมีการรับรองความแท้จริงถูกต้องโดยวิธีการตามกฎหมายของประเทศนั้น(เช่น ให้โนตารีพับลิคหรือแมจิสเตรทรับรองว่าบุคคลดังกล่าวมีตัวตนจริง)แล้วให้สถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่ง
    • ตัวอย่างงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์และตัวอย่างงานที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์
    •  เอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศให้จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยพร้อมรับรองคำแปลจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทน

3. กรณีถูกละเมิดสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร

  • ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • หลักฐานประกอบการร้องทุกข์ ได้แก่
    • ต้นฉบับจริงของสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร (ดูข้อถือสิทธิเป็นสำคัญ)
    • กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรจะต้องแสดงหนังสือรับรองนิติบุคคลด้วย
    • กรณีผู้ทรงสิทธิบัตรมิได้มาแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเองจะต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้มาแจ้งความร้องทุกข์แทน หากผู้ทรงสิทธิบัตรเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลต่างประเทศเอกสารเกี่ยวกับการมอบอำนาจจะต้องเป็นต้นฉบับ ถ้าจะใช้สำเนาจะต้องมีการรับรองความแท้จริงถูกต้องโดยวิธีการตามกฎหมายของประเทศนั้น (เช่นให้โนตารีพับลิคหรือแมจิสเตรทรับรอง)แล้วให้สถานเอกอัครราชทูตไทยหรือกงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่ง
    • เอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศจะต้องแปลเป็นภาษาไทยและมีการรับรองคำแปลถูกต้องโดยเจ้าของสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร
    • ตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ ตามสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรของแท้ และตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้างว่ามีการละเมิดสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร

1. กรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดเครื่องหมายการค้า
1) ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้กล่าวหาได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาก่อนหรือไม่ หรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในประเทศไทยหรือต่างประเทศมาก่อนหรือไม่ เพื่อทราบข้อเท็จจริงว่าผู้กล่าวหาเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง
2) ตรวจสอบว่าผู้กล่าวหามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยหรือไม่และเป็นผู้ทำการจับกุม เนื่องจากการจับกุมเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น โดยอาจขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ
3) การตรวจค้นในที่รโหฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีหมายค้นของศาลมาแสดงก่อนจึงจะทำการค้นได้
4) คดีละเมิดเครื่องหมายการค้าไม่สามารถยอมความกันได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะตกลงระงับคดีโดยจ่ายเงินเป็นค่าชดเชยความเสียหายเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีต่อได้
5) ควรติดต่อหรือประสานทนายความเพื่อมาอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับคดี (ถ้ามี)
6) ของกลางในคดี ได้แก่ ทรัพย์สินที่ได้ทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิด
7) ผู้ถูกจับย่อมมีสิทธิดังต่อไปนี้

  • มีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก (ป.วิอาญา ม.7/1)
  • มีสิทธิรับทราบข้อกล่าวหาในการกระทำความผิด (ป.วิอาญา ม.83 ว.2)
  • มีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ เนื่องจากถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี (ป.วิอาญา ม.83 ว.2)
  • มีสิทธิในการพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (ป.วิอาญา ม.7/1 และม.83 ว.2)

2. กรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์
1) ตรวจสอบหลักฐานว่าผู้กล่าวหาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (เป็นผู้สร้างสรรค์) จริงหรือไม่ หรือได้มาซึ่งลิขสิทธิ์โดยวิธีใด เช่น เป็นผู้รับโอนลิขสิทธิ์ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ เป็นต้น
2) ตรวจสอบว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ เนื่องจากคดีละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความผิดอันยอมความได้ เจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทนต้องร้องทุกข์ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะทำการจับกุม และคดีสามารถระงับได้ด้วยการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันตามกฎหมาย
3) ตรวจสอบว่าผู้กล่าวหามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยหรือไม่และเป็นผู้ทำการจับกุม เนื่องจากการจับกุมเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น โดยอาจขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ
4) การตรวจค้นในที่รโหฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีหมายค้นของศาลมาแสดงก่อนจึงจะทำการค้นได้
5) คดีละเมิดลิขสิทธิ์สามารถยอมความกันได้ ดังนั้นจึงควรยอมความต่อหน้าพนักงานสอบสวนและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
6) ตรวจหลักฐานการมอบอำนาจให้ตัวแทนดำเนินคดี เช่น เอกสารหมดอายุหรือไม่ การมอบอำนาจถูกต้องหรือไม่ มีอำนาจร้องทุกข์ ถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความหรือไม่ เป็นต้น
7) ควรติดต่อหรือประสานทนายความเพื่อมาอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับคดี (ถ้ามี)
8) ของกลางในคดี ได้แก่ ทรัพย์สินที่ได้ทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิด

3. กรณีถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิบัตร
1) ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้กล่าวหาได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้แล้วหรือไม่
2) ตรวจสอบว่าผู้กล่าวหามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยหรือไม่และเป็นผู้ทำการจับกุม เนื่องจากการจับกุมเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น โดยอาจขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ
3) การตรวจค้นในที่รโหฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีหมายค้นของศาลมาแสดงก่อนจึงจะทำการค้นได้
4) คดีละเมิดสิทธิบัตรไม่สามารถยอมความกันได้ ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะตกลงระงับคดีโดยจ่ายเงินเป็นค่าชดเชยความเสียหายเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีต่อได้
5) ควรติดต่อหรือประสานทนายความเพื่อมาอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับคดี (ถ้ามี)
6) ของกลางในคดี ได้แก่ ทรัพย์สินที่ได้ทำหรือมีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิด